มิ.ย. 19

เลือก Keyword ในการทำ Google AdsWord อย่างไรเรามีคำตอบ

SEM Keyword

โฆษณาออนไลน์ผ่าน Google AdsWord เป็นที่นิยมอย่างมากในวงการนักโฆษณา ซึ่งมีกระบวนการสร้างโฆษณาจากการค้นหาบน Google โดยการเลือกคำ หรือประโยคเป็น คีย์เวิร์ด เพื่อค้นหาข้อมูล ซึ่งในส่วนตรงนี้ Google คิดค่าใช้จ่ายโฆษณาจากจำนวนการคลิ๊กเข้าชมเป็นครั้งๆไป (Pay Per Click) ดังนั้นค่าโฆษณา Google AdsWordที่เราจะต้องจ่ายจะมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่ความนิยมของ Keywords ที่เราเลือกใช้นั่นเอง

 

และเพื่อการยิง Ads ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี วันนี้เราจะมาดูวิธีการเลือก Keyword ที่เป็นปัจจัยหลักของการทำโฆษณาออนไลน์ผ่าน Google AdsWord กัน จะมีวิธีเลือก Keyword มาใช้อย่างไรบ้างไปดูกันเลย

 

เลือก keyword ที่คาดว่าจะได้ CTR

การทำโฆษณา Google AdsWord จะช่วยส่งเว็บไซต์ของเราให้เป็นอันดับต้นๆของการค้นหา แต่บางครั้ง CTR ของเราไม่ได้สูงมากนัก เพราะว่าผู้ค้นหาไม่ได้มองเนื้อหาของโฆษณาจะมีความพิเศษอะไรไปกว่าเนื้อหาที่สามารถค้นหาได้ตามปกติ จึงเกิดการมองข้าม เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นบทความธรรมดาหรือโฆษณา ต้องเลือก keyword ที่คาดว่ามี CTR สูงๆ เพื่อให้เว็บไซต์ของเราสามารถที่จะค้นหาเจอในอันดับต้นๆ

**CTR คือ (จำนวนคลิ๊กของผู้ชมที่โฆษณาได้รับ หารด้วยจำนวนครั้งที่โฆษณาปรากฎ)**

 

เลือก Keyword ที่ไม่เกิดการแข่งขันใน Account

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าการเลือกใช้ Keyword บนโฆษณา Google AdsWord เป็นสิ่งสำคัญมาก เราไม่ควรเลือก Keyword ที่ซ้ำกันในหนึ่ง Account เพราะจะทำให้เกิดการแข่งขันกันเอง ซึ่งเป็นผลเสียต่อการค้นหาข้อมูล เนื่องจากวิธีการทำงานของ Google AdsWord จะทำการเลือก Keyword ที่ดีที่สุด  ใน Ad Rank มาแสดงเป็นโฆษณาเพียงอันเดียวต่อหนึ่งเว็บไซต์เท่านั้น นอกจากนี้ยังส่งผลให้ ค่าโฆษณาสูงมากขึ้นด้วย ดังนั้นเราควรที่จะระมัดระวังการใช้ Keyword เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทีหลัง

 

เลือก keyword ที่ทำให้เกิด conversation

ก่อนจะเลือก Keyword มาใช้ สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องทำการค้นหา Keyword ที่สอดคล้องกับเว็บไซต์ หรือเนื้อหาของเราก่อน ซึ่งวิธีการเลือก Keyword เราต้องใช้เครื่องมือช่วยอย่าง Google Keyword Planner หรือโปรแกรมอื่นๆที่มีความถนัดก็ได้ และพอได้ Keyword ที่ค้นหามาเรียบร้อยแล้ว เราจำเป็นที่จะต้องคัดเลือก Keyword ที่มีแนวโน้มจะทำให้เกิด Traffic มากที่สุดมาใช้เพื่อตัวเลขที่ดีในการเข้าชมและการใช้งานเว็บไซต์ของเรา

 

เลือก Keyword ที่สอดคล้องกับหน้า Landing Page

เราต้องเลือก Keyword ให้มีความสอดคล้องกับหน้า Landing page ที่ผู้เข้าชมจะเห็นในหน้าแรก ซึ่งเป็นสิ่งพื้นฐานในการทำโฆษณา Google AdsWordอยู่แล้ว ยิ่งเราสามารถจัด Keyword ให้ตรงกับเนื้อหาโฆษณาหน้า Landing Page ได้มากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพในการโฆษณาก็จะมากยิ่งขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการคลิ๊กโฆษณาก็ถูกลงอีกด้วย

 

ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้กับการลงโฆษณา Google AdsWord ของตัวเอง เพื่อให้คนสามารถหาโฆษณาของเราเจอจากการค้นหา Keyword ได้ง่ายๆ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพที่ดีในการทำโฆษณามากยิ่งขึ้น แถมประหยัดงบค่าโฆษณาไปในตัวอีกด้วย

มิ.ย. 15

ฟีเจอร์ “Explore” ของเล่นใหม่บน LINE Timeline

ฟีเจอร์ “Explore” ของเล่นใหม่บน LINE Timeline

ปัจจุบันนี้ หากพูดถึงแอปพลิเคชันแช็ตยอดฮิตที่หลายคนนิยมใช้กันเป็นจำนวนมากทั่วโลก ก็คงจะหนีไม่พ้น LINE ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2554 มาจนถึงวันนี้ ก็เกือบ 10 ปีแล้ว ซึ่งนับว่า LINE เป็นแอปพลิเคชันที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เนื่องจากกลายเป็นแอปพลิเคชันในชีวิตประจำวันไปแล้วก็ว่าได้ โดยในปัจจุบัน LINE มีบริการต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานมากมาย ซึ่งมีขั้นต่ำในปัจจุบันไม่น้อยกว่า 15-20 บริการ

หนึ่งในบริการของ LINE ที่หลายๆ คนคงจะรู้จักกันดีก็คือ LINE Timeline บริการหนึ่งที่ผู้ใช้งาน LINE หลายๆ คนต้องรู้จัก เนื่องจาก LINE Timeline เป็นบริการที่ทำให้แพลตฟอร์ม  LINE มีความเป็นโซเชียลมีเดียมากขึ้น โดยยังอยู่บนพื้นฐานของความเป็น “ความเป็นส่วนตัว” และ “Close Relationship” อยู่ ซึ่งก็คือการที่ผู้ใช้งาน LINE สามารถโพสต์สิ่งต่างๆ ลงบน LINE Timeline ได้ แต่จะมีแค่คนที่เป็นเพื่อนเท่านั้นที่จะสามารถเห็นสิ่งที่โพสต์หรือแชร์ลงไปได้ ซึ่งมีความแตกต่างจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ ที่จะสามารถเปิดเป็น Public และกด Follow ได้

อย่างไรก็ตาม LINE ก็ได้ปรับเปลี่ยน LINE Timeline ครั้งใหม่ขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับการเป็นแพลตฟอร์มที่เป็นPublicมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาจุดแข็งด้าน Privacy อยู่ โดยที่ผู้ใช้งานสามารถเลือกSettingได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ Content Creator ยังได้รับประโยชน์กับการเปลี่ยนแปลง LINE Timeline ครั้งนี้ด้วยการมีโอกาสเป็น Influencer ได้นั่นเอง

จากที่กล่าวมาข้างต้น จึงทำให้เป็นที่มาของฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดของ LINE Timeline นั่นก็คือ ฟีเจอร์ ที่มีชื่อว่า “Explore” ฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้งาน LINE สามารถค้นหาคอนเทนต์ที่ตรงใจ ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์มากที่สุด โดยต่อจากนี้คอนเทนต์ที่จะปรากฎบน Timeline ของผู้ใช้งาน จะมีทั้งคอนเทนต์ของผู้ใช้งานด้วยกันเอง ที่ตั้งค่าเป็นสาธารณะเพื่อให้คนอื่นเห็นโพสต์ด้วยได้, คอนเทนต์จาก Local Creator ที่ร่วมสร้างสรรค์ขึ้นกับ LINE รวมไปถึงคอนเทนต์โฆษณา นอกจากนั้น LINE เองยังได้นำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์การใช้งานของผู้ใช้งานแต่ละคน เพื่อให้คอนเทนต์ที่แสดงขึ้นมาใน Explore แสดงตามความสนใจของผู้ใช้งานได้มากขึ้น โดยสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ เราสามารถกด Follow Content Creator ที่สนใจได้ ซึ่งนี่ถือเป็นการสร้าง Influencer เลยก็ว่าได้

จะเห็นได้ว่าฟีเจอร์ Explore ของ LINE Timeline นอกจากจะช่วยให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานสามารถผันตัวเองมาเป็น Influencer ได้แล้ว ในแง่ของผู้ประกอบการเองก็สามารถใช้ช่องทางนี้ในการโฆษณาทางไลน์ได้เช่นกัน โดยอาจจะโฆษณาผ่านทางแบรนด์เอง หรือจะผ่านContent Creatorที่เปรียบเสมือนInfluencerด้วยก็ได้เช่นกัน เรียกได้ว่าฟีเจอร์ Explore มีประโยชน์ในหลากหลายด้านทั้งผู้ใช้งานและผู้ประกอบการที่อยากลงโฆษณาในไลน์เอง ซึ่งถือว่าเป็นของเล่นใหม่ของ LINE Timeline ที่มีประโยชน์มากเลยทีเดียว

มิ.ย. 10

ทำไมต้องใช้ Cloud Computing

Cloud Computing
Cloud Computing หรือระบบการประมวลผลและหน่วยจัดเก็บข้อมูลรูปแบบออนไลน์ที่ช่วยลดความยุ่งยากในการติดตั้ง ดูแลระบบ และลดต้นทุนในการสร้างระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยมีบริการทั้งรูปแบบเครือข่ายส่วนตัว (Private Cloud), เครือข่ายสาธารณะ (Public Cloud) และใช้งานเครือข่ายแบบผสมผสาน (Hybrid Cloud)

 

เข้าใจง่ายๆ Cloud Computing คือการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ หรือซอฟต์แวร์แบบออนไลน์จากผู้ให้บริการที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมถึงสามารถกำหนดทรัพยากรของคอมพิวเตอร์ได้อย่างอิสระตามความต้องการ และประหยัดต้นทุนด้วยระบบคิดค่าบริการตามการใช้งานจริงนั่นเอง

 

ประเภทของ Cloud Computing

 

  1. Public Cloud เป็นระบบคลาวด์ที่ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้ามาใช้งานทรัพยากรในการสร้างเครือข่าย หรือระบบคอมพิวเตอร์ โดยสามารถใช้งานได้ทั้ง Hardware และ ซอฟต์แวร์ ซึ่งรูปแบบบริการก็จะมีความแตกต่างกันออกไปของแต่ละผู้ให้บริการคลาวด์ ทั้งนี้จะมีการคิดค่าบริการแบบตามการใช้งานจริงเป็นรายชั่วโมง

 

  1. Private Cloud เป็นระบบคลาวด์แบบปิดที่มีเฉพาะคนในองค์กรสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้ โดยที่ระบบข้อมูลและ Software จะการจัดเก็บและป้องกันที่ปลอดภัยบน Data Center ของผู้ให้บริการ ซึ่งองค์กรสามารถใช้งานหรือปรับเปลี่ยนระบบได้อย่างอิสระ

 

  1. Hybrid Cloud เป็นระบบคลาวด์แบบผสมผสานทั้ง Public Cloud และ Private Cloud ซึ่งดึงข้อดีของทั้งสองระบบออกมาใช้งาน เพื่อให้องค์กรสามารถทำงานบนระบบ Cloud Computing ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เช่น ใช้งาน Private Cloud ในการรัน Software และเก็บข้อมูลภายในองค์กร แต่ใช้ Public Cloud ในการรัน เว็บไซต์ รวมถึงรองรับการทำงานช่วงที่มี Workload สูง

 

รูปแบบการใช้งาน Cloud Computing

 

  1. SaaS (Software-as-a-Service) เป็นการใช้งานคลาวด์ในรูปแบบของ Software โดยผู้ใช้งานสามารถสร้างและใช้ Software ตัวนั้นได้ผ่าน Internet ซึ่งไม่จำเป็นต้องติดตั้งบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ส่วนตัว

 

  1. IaaS (Infrastructure-as-a-Service) เป็นการใช้งานคลาวด์ในรูปแบบของระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น หน่วยการประมวลผล (Processing Unit), เครือข่ายข้อมูล (Network), ระบบเก็บข้อมูล (Storage) หรือระบบปฏิบัติการ (OS) โดยผู้ใช้งานสามารถใช้งานทรัพยากรของคลาวด์ในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายแบบเสมือน (Virtualization) ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งไม่จำเป็นต้องซื้อหรือติดตั้ง Hardware จำนวนมากเป็นของตัวเอง

 

  1. PaaS (Platform-as-a-Service) เป็นการใช้งานคลาวด์ในรูปแบบของ Platform โดยผู้ใช้งานสามารถใช้งาน Hardware และ Software ได้อย่างอิสระ ไม่ยุ่งยาก สามารถใช้งานได้ทันที

 

  1. DRaaS (Disaster Recovery-as-a-Service) เป็นการใช้งานคลาวด์ในรูปแบบของการกู้คืนข้อมูลเมื่อเกิดภัยพิบัติ โดยเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่น ภัยธรรมชาติ, เหตุการณ์ทางการเมือง หรือ เหตุขัดข้องที่ทำให้ Data Center ไม่สามารถทำงานได้ ระบบก็จะมีการโอนย้ายการทำงานไปยังระบบการทำงานสำรองแบบอัตโนมัติ ทำให้ระบบเครือข่ายขององค์กรสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง

 

เหตุผลที่องค์กรควรติดตั้ง DR หรือ Site สำรอง เนื่องจากมีการระบุไว้ตามกฎหมายว่าบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ต้องมี Site สำรอง รวมถึงมีมาตรฐานเพื่อความปลอดภัยต่อข้อมูลขององค์กรและผู้ใช้งาน แต่การลงทุนทำ Site สำรองหรือ DRaaS นั้น มีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก การใช้งานคลาวด์จึงสามารถตอบโจทย์การใช้งานที่มีราคาถูกกว่าได้ รวมถึงสามารถใช้งานบริการอื่นๆ จากคลาวด์ได้ เช่น Data Base-as-a-Service (DBaaS), Mobile Back-End-as-a-Service (MBaaS), Functions-as-a-Service (FaaS)

 

ความปลอดภัยของการใช้งาน Cloud Computing

 

อย่างที่กล่าวมาในข้างต้นแล้วว่าข้อดีของการใช้งาน Cloud Computing คือสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก ค่าใช้จ่ายต่ำ แต่อีกหนึ่งเรื่องที่ผู้คนมักตั้งคำถามเป็นเรื่องของ ความปลอดภัยของข้อมูล

 

แน่นอนว่าการเก็บข้อมูลไว้บน Cloud Computing นั้นมีความรวดเร็ว สะดวก ซึ่งก็มีการดูแลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลแก่ผู้ใช้งานอีกด้วย แม้กระทั่งในตัวของ Public Cloud ที่เป็นคลาวด์สาธารณะ แต่ก็มีระบบรักษาความปลอดภัย อย่างเช่น Keypair, VPC หรือระบบการตั้งค่า Network นอกจากนี้หากผู้ใช้งานเป็นระดับองค์กรก็สามารถใช้งาน Private Cloud ที่มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากองค์กรสามารถจัดการทรัพยากรทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง หากต้องการใช้งานที่คล่องตัวที่สุดก็คือ Hybrid Cloud ที่รวมเอาข้อดีของการใช้งานทั้ง Public Cloud และ Private Cloud เข้าด้วยกัน

 

ใช้งาน Cloud Computing คุ้มกว่าอย่างไร

 

1.Cost Savings

ควบคุมทรัพยากรเองได้ โดยคิดค่าบริการแบบ Pay-as-you-use จ่ายตามการใช้งาน เมื่อเปรียบเทียบกับการทำงานแบบ On-prem ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการติดตั้ง Hardware และดูแลระบบ รวมถึงการจ้างเจ้าหน้าที่ในการดูแลอีกด้วย

 

2.Security

มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากผู้ให้บริการในปัจจุบันมีการยกระดับมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล รวมถึงบริการการดูแลอื่นๆ เช่น มีเจ้าหน้าที่ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง, มี Data Center ที่ได้รับการรับรองและมีมาตรฐาน ISO/IEC เป็นต้น

 

3.Flexibility

สามารถเลือกใช้ทรัพยากรได้หลากหลายตามความต้องการ เช่น หน่วยการประมวลผล (Processing Unit), เครือข่ายข้อมูล (Network), ระบบเก็บข้อมูล (Storage) หรือระบบปฏิบัติการ (OS) เป็นต้น 

 

4.Mobility

เข้าถึงง่าย เชื่อมต่อได้ตลอดเวลาเพียงแค่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้

 

5.Reduce Complexity

ลดความซับซ้อนของระบบ IT การดูแลระบบ Infrastructure ขององค์กร เช่น ระบบไฟฟ้า, การเชื่อมต่ออุปกรณ์, การบำรุงรักษา เป็นต้น แต่ผู้ใช้งานสามารถใช้งานทรัพยากรทั้ง Hardware และ Software บนคลาวด์ได้ทันที

 

6.Automatic Software Updates

การทำงานบนคลาวด์จะมีการอัปเดตทั้ง Hardware และ Software ตลอดเวลา

 

7.Sustainability

ระบบเครือข่ายและข้อมูลของผู้ใช้งานทั้งหมดถูกจัดเก็บอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระบบของผู้ใช้ที่สร้างขึ้นบนคลาวด์ไม่มีวันหมดอายุ จนกว่าจะไม่มีการใช้งาน ซึ่งมีความยั่งยืนที่มากกว่าระบบแบบ On-Prem 

 

สำหรับบริการ Cloud Computing รูปแบบต่างๆ Nipa.Cloud เราสามารถให้บริการได้ทั้ง Public Cloud และ Private Cloud สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ สามารถใช้งานได้ง่ายและได้รับประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยซอฟต์แวร์ NCP ที่มีระบบ Billing แบบ Pay-As-You-Go พร้อม Data Center ของเราเองที่ได้รับมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2013, ISO/IEC 29110 และรางวัลระดับสากล PM Export Award 2019, 2019 BEST INTELLECTUAL PROPERTY AWARD รวมถึงการได้รับสิทธิบัตรยกเว้นภาษีเป็นเวลาถึง 8 ปี จาก BOI

Older posts «

» Newer posts