«

»

ต.ค. 22

รูปแบบอีเมลที่ส่ง

นอกจากการเขียนจดหมายไปรษณีย์เพื่อการสื่อสารผ่านตัวอักษร หรือจดหมายที่เป็นทางการแล้ว การส่ง Email ก็ถือเป็นจดหมายที่เป็นทางการที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารแบบทั่วไป และภายในองค์กร แต่เราจะมีวิธีที่ไหนที่ทำให้อีเมลของเราดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

เนื่องจากอีเมลฉบับแรกถูกส่งไปเมื่อปีพ. ศ. 2514 จึงกลายเป็นวิธีหนึ่งในการเข้าถึงลูกค้าของคุณ อีเมลยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีค่ามากที่สุด แต่มีคุณค่าสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาธุรกิจของตนในขณะที่ยังให้ความสำคัญกับผู้มีโอกาสเป็นลูกค้า  หลายคนมีข้อสันนิษฐานว่าอีเมลจะตายเนื่องจากเทคโนโลยีใหม่และยุคดิจิตอลที่เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตามตาม DMA อีเมลมี ROI เฉลี่ยอยู่ที่ 122% ซึ่งสูงกว่าสื่อทางสังคมออนไลน์อื่นๆ  นอกจากนี้ตาม Radicati มี 205 พันล้านอีเมลที่ส่งทั่วโลกทุกวัน จำนวนนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 246 พันล้านอีเมลที่ส่งไปทั่วโลกในปี พ. ศ. 2562

ดังนั้น สิ่งที่คุณควรรู้ก่อนเริ่มทำการตลาดทางอีเมล คือ รูปแบบอีเมลที่ควรส่ง หรือสิ่งที่ควรทำในอีเมลนั้นๆ ซึ่งเราได้สรุปมา 5 รูปแบบ ดังนี้

 

1. ดึงดูดความสนใจลูกค้าเป้าหมาย ทำให้ง่าย แต่เพิ่มภาพเพื่อดึงดูดความสนใจ

ความเข้าใจผิดคือการทำให้การออกแบบอีเมลดูซับซ้อนและสวยงาม และให้ข้อมูลมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ในความเป็นจริงผู้รับ หรือผู้อ่านมีช่วงเวลาในการเปิดดูที่จำกัด พวกเขาใช้เวลาเฉลี่ย 11.1 วินาทีในการอ่านอีเมลก่อนที่พวกเขาจะคลิกไปยังส่วนต่างๆ เพิ่มเติม หรือปิดมันไป  แม้ว่าจะมีบล็อกจำนวนมากที่ระบุอีเมลที่ดีที่สุดเป็นอีเมลที่ไม่มีรูปภาพ แต่เรากลับพบว่าการใช้ภาพหนึ่งภาพกลับได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการไม่มีภาพเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นการกระตุ้นให้ผู้อื่นดาวน์โหลดรายงานหรือเนื้อหา ภาพจะช่วยให้มี CTA ที่ชัดเจน และโดดเด่นมากยิ่งขึ้น และยิ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับเนื้อหาอีเมลอีกด้วย

 

2. อีเมลส่วนตัว (Personalization) และต้องชัดเจน

ไม่มีใครอยากเห็นอีเมลที่เต็มไปด้วยแบนเนอร์และรูปภาพเยอะมากเกินไป ถ้าคุณจะขอให้พวกเขาทำอะไร ควรกำหนด หรือแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน รวมถึงควรเป็นไปในรูปแบบที่เฉพาะเจาะจงถึงผู้รับ หรือผู้อ่านด้วย

บรรทัดหัวเรื่อง: ควรเป็นเรื่องส่วนตัวและตรงไปตรงมาราวกับว่าคุณกำลังพูดคุยกับใครสักคนในแบบ 1-on-1

เนื้อหาอีเมล: ควรคล้ายกับหัวเรื่องของคุณ คือ ควรมีความเรียบง่าย ใส่ CTA แบบง่ายๆ แต่ชัดเจน เช่น “กำหนดเวลาการประชุม” โดยถ้าต้องการขอให้ผู้รับตอบกลับโดยตรง  คุณควรใส่รายละเอียด หรือแสดงให้เห็นเด่นชัดและสิ่งนั้นควรเข้าใจง่าย รวมถึงสามารถเห็นได้ชัดเจน  เช่น หน้า Landing Page  ที่ดูกระชับกว่าหน้าเว็บไซต์ ทั้งนี้ ต้องเป็นรูปแบบที่อ่านง่าย ชัดเจน และไม่เต็มไปด้วยเนื้อหาและแบบฟอร์มการลงทะเบียนที่ละเอียดจนเกินไป

 

3. อีเมลนำเสนอเพื่อการขาย แจกของแถม และอีเมลการตลาด

ในแง่ของการแจกของรางวัลหรือการมีของแถมดูเป็นภาพลักษณ์ที่ดี ดังนั้นคุณควรนำเสนอออกไปให้เห็นอย่างชัดเจน ซึ่งมันไม่เพียงแค่ดึงดูดความสนใจเท่านั้น แต่ยังสามารถแสดงให้เห็นว่าเป็นสินค้าอย่างไร มีความน่าเชื่อถือ หรือมีภาพลักษณืที่ดีมากน้อยแค่ไหน

บรรทัดหัวเรื่อง: ควรกระชับ ชัดเจน และสามารถสื่อถึงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับสินค้า แบรนด์ หรือองค์กรของคุณ

เนื้อหาอีเมล:  ควรสื่อสารแบบตรงไปตรงมา และโพสต์ข้อเสนอที่ดีที่สุดของคุณให้พวกเขาทราบ หากคุณขายสินค้าและมีของแถม คุณไม่ควรทำให้ผู้อ่านต้องคาดเดาว่าของแถมหรือสิ่งที่คุณกำลังพยายามจะขายคืออะไร ควรนำเสนอไปให้ชัดเจน

 

4. ข้อเสนอแนะและการสำรวจ หากคุณต้องการสำรวจความคิดเห็น จงนอบน้อม

อย่าพูดอะไร เช่น “ขอบคุณที่มาร่วมงานที่ดีที่สุดในโลก นี่คือการสำรวจ”  โปรดกลับไปดูข้อที่ 1 อย่างแรกคือต้องดึงดูดความสนใจก่อนและค่อยขอให้พวกเขาแสดงความคิดเห็น

บรรทัดหัวเรื่อง: ควรแสดงความถ่อมตนและเป็นกันเอง โดยใช้ประโยคที่ว่าสามารถ “ให้คำติชม” หรือ “ให้คำแนะนำ” แทนคำว่า “แบบสำรวจ” ตัวอย่าง: “เรารักความคิดเห็นของคุณ” หรือ “ฉันต้องการความช่วยเหลือจากคุณ”

เนื้อหาอีเมล: ควรเริ่มต้นด้วยการขอบคุณในแบนเนอร์หรือหัวเรื่องแรกของคุณ และหลีกเลี่ยงการพูดถึงการสำรวจใน CTA ของคุณ โดยแทนที่ด้วยการใช้วลีอื่น เช่น ‘ให้ข้อเสนอแนะ’ หรือ ‘ให้คำแนะนำของคุณ’ ซึ่งคำเหล่านี้มักทำงานได้ดีกว่า ‘กรุณาทำแบบสำรวจนี้ให้สมบูรณ์’

 

5. การเรียนรู้อื่น ๆ

โดยทั่วไป 48 ชั่วโมง หลังจากส่งอีเมลฉบับแรก  คุณควรส่งอีเมลติดตามผลพร้อมกับหัวเรื่องที่ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง สำหรับผู้ที่ไม่ได้เปิดอีเมลของคุณ ซึ่งสิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มอัตราการเปิดอ่านแล้ว  ยังทำให้มั่นใจได้ว่าคุณจะสามารถเข้าถึงอีเมล หรือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด

กำหนดค่าส่วนบุคคล: ตามการตรวจสอบแคมเปญโดยเฉลี่ยแล้วอีเมลที่มีหัวเรื่องที่เป็นแบบส่วนบุคคลจะมีโอกาสเพิ่มอัตราการเปิดได้มากถึง 26% นอกจากนี้ข้อความหรือเนื้อหาในอีเมลที่เป็นแบบส่วนบุคคลยังช่วยปรับปรุงอัตราการคลิกผ่านโดยเฉลี่ย 14% และ Conversion 10%

ส่งเนื้อหาไปยังหน้า Landing Page: โปรดจำไว้เสมอว่าช่วงการอ่านอีเมลโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 11 วินาที ดังนั้นคุณต้องกระตุ้นให้ผู้อ่านคลิกและเปลี่ยนเส้นทางไปยังหน้า Landing Page ของคุณให้ได้ และวางเนื้อหาส่วนที่เหลือที่ต้องการจะนำเสนอเข้าไปในหน้า Landing Page แทน